เป็นไวรัสตับอักเสบบี... แต่อยากฉีด PRP รักษาข้อเข่าเสื่อม ทำได้ไหมครับหมอ?”

 



เป็นไวรัสตับอักเสบบี... แต่อยากฉีด PRP รักษาข้อเข่าเสื่อม ทำได้ไหมครับหมอ?”

นี่เป็นคำถามที่สะท้อนถึงความกังวลใจของคนไข้หลายท่านครับ เพราะในแง่หนึ่งก็อยากหายปวดเข่าด้วยวิธีที่ทันสมัยและไม่ต้องผ่าตัด แต่อีกแง่หนึ่งก็กังวลว่า “เลือด” ของตัวเองที่มีเชื้อไวรัสแฝงอยู่ จะนำมาสกัดเป็นยารักษาตัวเองได้จริงหรือ? หรือจะส่งผลอันตรายต่อร่างกายและคนรอบข้างหรือไม่?

วันนี้หมอเก่งจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพื่อให้คนไข้กลุ่มไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) มั่นใจในการรักษามากขึ้นครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: คุณบุญส่งกับความหวังที่เกือบหายไป

ขอเล่าเรื่องของ คุณบุญส่ง (นามสมมติ) อายุ 62 ปี เป็นอดีตข้าราชการที่ชอบตีกอล์ฟเป็นชีวิตจิตใจครับ คุณบุญส่งมีปัญหาปวดเข่าเรื้อรัง เดินขึ้นลงบันไดเริ่มลำบาก ตรวจแล้วพบว่าเป็น โรคข้อเข่าเสื่อม ระยะปานกลาง

คุณบุญส่งหาข้อมูลมาเยอะครับจนอยากรักษาด้วยการ ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เพราะไม่อยากผ่าตัด แต่ติดปัญหาใหญ่คือ คุณบุญส่งทราบมานานแล้วว่าตัวเองเป็น พาหะไวรัสตับอักเสบบี “ผมไปถามมาหลายที่ บางคลินิกพอได้ยินว่าผมมีเชื้อไวรัสบี เขาก็ปฏิเสธไม่ฉีดให้ทันทีเลยครับหมอ ผมเลยไม่แน่ใจว่า เลือดผมมันใช้ไม่ได้จริงๆ หรือเขากลัวอะไรกันแน่?” คุณบุญส่งถามผมด้วยสีหน้าถอดใจ

ผมจึงอธิบายให้คุณบุญส่งฟังแบบยาวๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวกับที่ผมกำลังจะเขียนให้ทุกคนอ่านในวันนี้ครับ


PRP คืออะไร? เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย

ก่อนจะไปถึงเรื่องไวรัส เรามาทำความรู้จักกับ PRP (Platelet-Rich Plasma) หรือ เกล็ดเลือดเข้มข้น กันก่อนครับ

ลองจินตนาการว่า ร่างกายของเรามี “ทีมช่างซ่อมบำรุงประจำตัว” ลอยอยู่ในกระแสเลือด ช่างซ่อมเหล่านี้ก็คือ “เกล็ดเลือด”ครับ เวลาเรามีแผลหรือมีการอักเสบข้างใน ช่างพวกนี้จะรีบวิ่งไปที่จุดนั้นเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

การทำ PRP คือการที่เราเจาะเลือดของคนไข้ออกมา แล้วเอาไปเข้าเครื่องปั่นเหวี่ยงพิเศษ เพื่อคัดเอาแต่ “หัวหน้าช่าง” หรือเกล็ดเลือดที่มีความเข้มข้นสูงกว่าปกติ 5-10 เท่า ออกมา

เปรียบเหมือนการที่เรามี “กาววิเศษซ่อมบ้าน” ปกติมันจะเจือจางอยู่ในน้ำ แต่เราเอามาเคี่ยวจนเหนียวข้น แล้วฉีดกลับเข้าไปที่ข้อเข่าหรือเส้นเอ็นที่อักเสบ เพื่อให้มันไปซ่อมแซมจุดที่สึกหรอได้เร็วขึ้นนั่นเองครับ


ความรู้พื้นฐาน: ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) คืออะไร?

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) คือเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่ง เมื่อเข้าไปในร่างกายจะไปอาศัยอยู่ที่ “ตับ” เป็นหลัก ทำให้เกิดการอักเสบของตับ

คนที่เป็นโรคนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ:

  1. กลุ่มติดเชื้อเฉียบพลัน/เรื้อรัง: ตับกำลังอักเสบ ค่าตับพุ่งสูง เชื้อกำลังแบ่งตัวอย่างรุนแรง

  2. กลุ่มพาหะ: มีเชื้ออยู่ในตัว แต่เชื้อ “สงบ” ไม่ทำลายตับ สุขภาพทั่วไปดูปกติ

ซึ่งจุดนี้แหละครับที่เป็นตัวตัดสินว่าคุณจะฉีด PRP ได้หรือไม่


ปัจจัยที่มีผลต่อการฉีด PRP ในคนไข้ไวรัสบี

คำตอบสั้นๆ คือ “ฉีดได้ครับ แต่ต้องมีเงื่อนไข” โดยหมอจะพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลักดังนี้ครับ:

1. สถานะของเชื้อไวรัส (Viral Status) หากคุณเป็นเพียง “พาหะ” ที่เชื้อสงบ (Inactive Carrier) และตรวจเลือดแล้วพบว่าค่าการทำงานของตับปกติ (AST/ALT ปกติ) คุณสามารถฉีด PRP ได้ตามปกติครับ เพราะเกล็ดเลือดของคุณยังมีคุณภาพดีและสามารถทำงานได้

2. คุณภาพของเกล็ดเลือด (Platelet Function) ในกรณีที่คนไข้มีการอักเสบของตับรุนแรง หรือเริ่มมีภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) จากไวรัสบี ร่างกายมักจะมีภาวะ “เกล็ดเลือดต่ำ” หรือเกล็ดเลือดทำงานได้ไม่เต็มที่ หากเป็นเช่นนี้ การสกัด PRP ออกมาอาจจะได้ “ช่างซ่อม” ที่ไม่มีคุณภาพ ฉีดไปก็อาจจะไม่เห็นผลครับ

3. ระบบความปลอดภัยของคลินิก (Safety Protocol) นี่คือเหตุผลสำคัญที่บางคลินิกไม่รับเคสไวรัสบีครับ เพราะการทำ PRP ต้องมีการเจาะเลือดและนำเลือดไปปั่น หากคลินิกไม่มีระบบ “ระบบปิด (Closed System)” ที่เป็นชุดอุปกรณ์ใช้ครั้งเดียวทิ้งและป้องกันการฟุ้งกระจายของเลือด จะมีความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่และคนไข้ท่านอื่น

 หากจะฉีด PRP และมีเชื้อไวรัสบี ควรเลือกสถานพยาบาลที่ใช้ชุดสกัดแบบระบบปิดมาตรฐานสูง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ


ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง (ไม่เกิน 5 ข้อ)

  1. ค่าตับผิดปกติ: หากตับอักเสบอยู่ ไม่แนะนำให้ฉีดครับ ควรปรึกษาหมอโรคทางเดินอาหารก่อน

  2. ปริมาณเกล็ดเลือดต่ำเกินไป: ทำให้การสกัดยาไม่ได้ความเข้มข้นที่เพียงพอ

  3. การใช้ยาบางชนิด: คนไข้ไวรัสบีบางท่านทานยาต้านไวรัส ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีผลต่อ PRP แต่ต้องแจ้งหมอเสมอ

  4. ภาวะตับแข็ง: หากถึงระยะตับแข็ง ระบบไหลเวียนเลือดและเกล็ดเลือดจะผิดปกติไปมาก

  5. ความสะอาดของสถานพยาบาล: ป้องกันการปนเปื้อนเชื้อสู่ผู้อื่น


การตรวจวินิจฉัยก่อนตัดสินใจฉีด

ในคนไข้ที่เป็นไวรัสบี หมอเก่งจะมีขั้นตอนการตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้ชัวร์ที่สุด ดังนี้ครับ:

  • ตรวจเลือดดูค่า HBsAg และ HBeAg: เพื่อดูว่าเชื้อยังแอคทีฟอยู่ไหม

  • ตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test): ดูค่า AST, ALT ว่าตับปกติดีหรือไม่

  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC): เพื่อดูจำนวนเกล็ดเลือดว่ามีเพียงพอที่จะนำมาสกัดเป็น PRP หรือไม่

  • ตรวจร่างกายข้อเข่า/ไหล่: ประเมินว่าอาการปวดเกิดจากอะไร และ PRP จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน


แนวทางการรักษา: เมื่อคนไข้ไวรัสบีต้องการรักษาข้อ

หากตรวจแล้วว่าเชื้อสงบและเกล็ดเลือดดี หมอจะวางแผนการรักษาตามลำดับ ดังนี้ครับ:

  1. การเตรียมตัว: นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้เลือดไม่หนืดเกินไป

  2. การเจาะเลือด: ใช้ชุดสกัดที่เป็นระบบปิด 100% (Single-use Closed System)

  3. การปั่นแยก: ใช้เครื่องเหวี่ยงความเร็วสูงที่ได้มาตรฐาน

  4. การฉีดกลับ: หมอจะใช้ เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided) นำทางหัวเข็ม เพื่อให้มั่นใจว่าเกล็ดเลือดเข้มข้นถูกฉีดเข้าไปในจุดที่มีการสึกหรอจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นในข้อเข่า หรือรอบๆ เส้นเอ็นไหล่

  5. การติดตามผล: ประเมินอาการหลังฉีด 2-4 สัปดาห์ และอาจทำกายภาพบำบัดควบคู่ไปด้วย


พยากรณ์โรค: ผลการรักษาจะเป็นอย่างไร?

สำหรับคนไข้ไวรัสบีที่เชื้อสงบ ผลการรักษาไม่ต่างจากคนทั่วไปครับ ยาสามารถลดการอักเสบและช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้ดี โดยเฉพาะในโรคข้อเข่าเสื่อมระยะ 1-3 หรือภาวะเอ็นไหล่อักเสบเรื้อรัง

แต่อย่างที่บอกครับ PRP ไม่ใช่ยาเทวดา มันคือการกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมตัวเอง ดังนั้นผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน (ส่วนใหญ่ 6-12 เดือน) ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลตับให้แข็งแรงด้วยครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้

  • อาการระคายเคืองหลังฉีด: อาจมีอาการปวดหรือตึงในจุดที่ฉีด 1-3 วันแรก (เป็นเรื่องปกติของการกระตุ้นการซ่อมแซม)

  • การติดเชื้อ: หากใช้ระบบปิดและเทคนิคปราศจากเชื้อ ความเสี่ยงนี้จะต่ำมากครับ

  • อาการอักเสบไม่ลดลง: หากเกล็ดเลือดของคนไข้มีคุณภาพต่ำจากภาวะโรคตับ


5 วิธีดูแลตัวเองสำหรับคนไข้ไวรัสบีที่อยากรักษาเข่า

  1. แจ้งหมอกระดูกตามจริง: อย่าปกปิดประวัติไวรัสบี เพื่อที่หมอจะได้เตรียมอุปกรณ์ที่ปลอดภัยที่สุด

  2. ดูแลตับให้ดี: เลี่ยงแอลกอฮอล์และยาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้การผลิตเกล็ดเลือดเป็นปกติ

  3. คุมน้ำหนักตัว: เพื่อลดภาระของข้อเข่า ไม่ให้ "ช่างซ่อม" (PRP) ต้องทำงานหนักเกินไป

  4. ทานอาหารบำรุงเลือด: เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กและโปรตีนคุณภาพดี

  5. ตรวจติดตามอาการตับสม่ำเสมอ: ตามนัดของหมออายุรกรรม


Q&A Section: คำถามที่คุณอยากรู้

Q: เชื้อไวรัสบีในเลือด จะทำให้เข่าติดเชื้อไหม? A: ไม่ครับ เชื้อไวรัสตับอักเสบบีไม่ใช่เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองในข้อ เชื้อไวรัสจะอยู่แต่ในกระแสเลือดและไปที่ตับ ไม่ได้ทำให้ข้ออักเสบติดเชื้อครับ

Q: ถ้าฉีด PRP แล้ว ต้องหยุดยาต้านไวรัสบีไหม? A: ไม่ต้องหยุดครับ ทานยาตามปกติได้เลย ยาต้านไวรัสไม่มีผลเสียต่อการออกฤทธิ์ของ PRP ครับ

Q: ทำไมบางคลินิกไม่ยอมฉีดให้? A: ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความพร้อมด้านอุปกรณ์ครับ คลินิกที่ไม่มีระบบปิดที่ป้องกันการฟุ้งกระจายของเลือด อาจจะเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยของพนักงานเขาเองครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • คนไข้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี “สามารถฉีด PRP ได้” หากเชื้ออยู่ในระยะสงบและค่าตับปกติ

  • สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพของเกล็ดเลือด ซึ่งสัมพันธ์กับสุขภาพตับโดยรวม

  • การรักษาต้องทำในสถานพยาบาลที่ใช้ “ระบบปิด (Closed System)” เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

  • การใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางช่วยให้การฉีดแม่นยำและเห็นผลการรักษาดีขึ้น

  • ความซื่อสัตย์ในการแจ้งประวัติทางการแพทย์ เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาที่ปลอดภัย

  1. ไวรัสบีไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาดในการฉีด PRP

  2. ต้องตรวจค่าตับและเกล็ดเลือดก่อนรักษาเสมอ

  3. เลือกสถานพยาบาลที่ใช้ชุดอุปกรณ์ระบบปิดมาตรฐานสูง

  4. แจ้งประวัติโรคประจำตัวแก่หมอกระดูกทุกครั้ง

  5. หลังฉีดควรดูแลสุขภาพตับและคุมน้ำหนักควบคู่กัน

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ไวรัสตับอักเสบบี #PRP #ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น #ข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #ปวดไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาแบบไม่ผ่าตัด #HepatitisB #PlateletRichPlasma #ความปลอดภัยในการรักษา #โรคกระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #พาหะไวรัสบี #อัลตราซาวด์นำทาง


References 


  1. Cook CS, Smith PA. Clinical update: Why PRP should be your first choice for injection therapy in treating osteoarthritis of the knee. Curr Rev Musculoskelet Med. 2018;11(4):583-592. (บทความวิชาการสรุปประสิทธิภาพของการใช้ PRP ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมและความปลอดภัยในการใช้งาน)

  2. Lisman T, Porte RJ. The role of platelets in liver inflammation, liver regeneration and liver fibrosis. Am J Physiol Gastrointest Liver Physiol. 2010;299(6):G1247-G1251. (การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพตับและการทำงานของเกล็ดเลือด ซึ่งมีความสำคัญต่อการสกัด PRP ในคนไข้ไวรัสบี)

  3. Everts P, Onishi K, Jayaram P, Lana JF, Mautner K. Platelet-Rich Plasma: New performance understandings and therapeutic considerations in 2020. Int J Mol Sci. 2020;21(20):7794. (งานวิจัยที่อธิบายถึงมาตรฐานความปลอดภัยและระบบการสกัด PRP ที่ทันสมัยเพื่อป้องกันการปนเปื้อน)

  4. Borg-Stein J, Ihm J. Platelet-rich plasma for treatment of joint and tendon disorders: A review of current clinical evidence. PM R. 2015;7(4 Suppl):S47-S55. (การทบทวนหลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับการใช้ PRP ในโรคข้อและเอ็นอย่างมีประสิทธิภาพ)

  5. Dhillon RS, Beitzel K, Mazzocca AD, et al. Platelet-rich plasma: A review of biology and applications in sports medicine. Orthopedics. 2012;35(3):227-234. (บทความทบทวนกลไกทางชีววิทยาของเกล็ดเลือดเข้มข้นในการช่วยซ่อมแซมร่างกาย)



Comments

Popular posts from this blog

ก่อนจะควักเงินพันซื้อ "คอลลาเจนบำรุงข้อ" อ่านโพสต์นี้ก่อน! มันดีจริงไหม? หรือแค่โฆษณาชวนเชื่อ? เทียบกันหมัดต่อหมัดระหว่าง "รุ่นเก๋า" (กลูโคซามีน) vs "รุ่นใหม่" (คอลลาเจน)

กินยาแก้ปวดเส้นประสาทนานๆ ระวังสมองเบลอ... สรุปแล้วทำให้เป็นอัลไซเมอร์จริงไหม? ไขข้อสงสัยเรื่องยา Gabapentin และ Pregabalin

กินยาแก้ปวดเส้นประสาทนานๆ เสี่ยงอัลไซเมอร์จริงไหม? คลายข้อสงสัยเรื่อง Gabapentin