ปวดกระดูกแต่ได้โรคกระเพาะพ่วงมาด้วย... เพราะความไม่รู้เรื่อง "ยาซ้ำซ้อน" อันตรายที่น่ากลัวกว่าอาการปวด
ปวดกระดูกแต่ได้โรคกระเพาะพ่วงมาด้วย... เพราะความไม่รู้เรื่อง "ยาซ้ำซ้อน" อันตรายที่น่ากลัวกว่าอาการปวด
"หมอครับ ทำไมกินยาแก้ปวดที่ได้มาแล้วแสบท้องจัง แถมขาเริ่มบวมๆ ด้วย"
นี่เป็นคำถามที่หมอได้ยินบ่อยมากในห้องตรวจครับ หลายคนมีอาการปวดหลัง ปวดเข่า หรือปวดคอเรื้อรัง ด้วยความที่อยากหายไวๆ หรือความเจ็บปวดมันรบกวนการใช้ชีวิตมากเกินไป ทำให้เราพยายามหาทางออกด้วยการกินยา แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการ "กินยาซ้ำซ้อน" โดยที่เราไม่รู้ตัวครับ
หลายคนไปซื้อยาจากร้านขายยาบ้าง ได้ยาจากคลินิกหนึ่งมา แล้วก็ไปหาอีกคลินิกหนึ่งเพื่ออยากให้หายเร็วขึ้น จนสุดท้ายกลายเป็นว่าในร่างกายของเรามียาแก้ปวดกลุ่มเดียวกันวิ่งพล่านอยู่เต็มไปหมด ซึ่งแทนที่จะช่วยให้หายปวด กลับกลายเป็นการส่งแรงกระแทกไปที่กระเพาะอาหาร ไต และหัวใจอย่างรุนแรง วันนี้หมอจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอย่างละเอียดครับ
เรื่องเล่าจากคนไข้: บทเรียนของคุณน้าสมศรี
คุณน้าสมศรี (นามสมมติ) อายุ 62 ปี มีปัญหาปวดเข่าเรื้อรังมานานครับ วันหนึ่งคุณน้าไปหาหมอที่คลินิกแรก ได้ยาเม็ดสีเหลืองๆ มาทาน (คือยา Diclofenac) ทานไปได้ 2 วันรู้สึกว่ายังไม่ค่อยดีขึ้น พอดีเพื่อนบ้านแนะนำว่า "มียาตัวหนึ่งดีมากนะ ตัวนี้แก้ปวดเก่ง" คุณน้าเลยไปซื้อยาชื่อ Celecoxib มาทานเพิ่มเองจากร้านขายยา เพราะคิดว่ามันคนละชื่อกัน สีเม็ดยาก็ไม่เหมือนกัน คงทานร่วมกันได้เพื่อให้หายปวดเร็วๆ
ผ่านไปเพียง 3 วัน คุณน้าสมศรีเริ่มมีอาการจุกเสียดแน่นท้องอย่างรุนแรง ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเหมือนน้ำมันดิน และมีอาการขาบวมฉับพลันจนเดินลำบาก เมื่อมาพบหมอและตรวจอย่างละเอียด พบว่าคุณน้ามีแผลในกระเพาะอาหารและมีเลือดออก รวมถึงค่าไตเริ่มผิดปกติ นี่คือผลจากการใช้ยาในกลุ่มเดียวกันซ้ำซ้อนกันครับ
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: เปรียบเหมือน "แม่แรง" ที่ใช้ผิดวิธี
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หมออยากให้ลองนึกภาพว่า ร่างกายของเราเหมือน "บ้านที่กำลังเอียง" และยาแก้ปวดกลุ่มนี้เปรียบเสมือน "แม่แรง" ที่เข้าไปช่วยค้ำยันไม่ให้บ้านถล่ม (ลดการอักเสบและปวด)
แต่ถ้าเราใช้แม่แรงตัวเดียวในจุดที่ถูกต้อง บ้านก็กลับมาสมดุลได้ แต่ถ้าเราโหมใส่แม่แรงเข้าไป 2-3 ตัวในจุดเดียวกันโดยหวังจะให้บ้านตรงไวๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พื้นบ้านอาจจะรับน้ำหนักไม่ไหวจนแตกกระจาย แม่แรงที่มากเกินไปไม่ได้ช่วยให้บ้านตรงขึ้น แต่มันกลับไปทำลายโครงสร้างส่วนอื่นของบ้านแทน
ยาในกลุ่มนี้ที่เราเรียกว่า ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs หรือ NSAIDs) ทำหน้าที่ยับยั้งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไปลดสารที่ช่วยเคลือบกระเพาะอาหารและช่วยการไหลเวียนเลือดที่ไตด้วย การกินยาในกลุ่มนี้ซ้ำกัน 2 ชนิด จึงเหมือนกับการกระหน่ำทำลายเกราะป้องกันร่างกายตัวเองเป็นสองเท่าครับ
ความรู้พื้นฐาน: ยาแก้ปวดอักเสบ (NSAIDs) คืออะไร?
ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs - NSAIDs) คือยาที่ใช้เพื่อลดความเจ็บปวด ลดอาการบวม และลดการอักเสบของข้อและกล้ามเนื้อ ยาในกลุ่มนี้มีหลายชื่อมากครับ เช่น ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen) หรือยากลุ่มใหม่ที่ถนอมกระเพาะมากขึ้นอย่าง เซเลค็อกซิบ (Celecoxib) และ อีโทริค็อกซิบ (Etoricoxib)
สาเหตุของการเกิดพิษจากการใช้ยาซ้ำซ้อน: การเกิดโรคไม่ได้เกิดจากตัวยาไม่ดีนะครับ แต่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับปริมาณยาเกินขนาดที่รับได้ ยาจะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า COX (ค็อกซ์) ซึ่งมีหน้าที่สร้างสารปกป้องทางเดินอาหาร เมื่อสารนี้หายไป กรดในกระเพาะจึงกัดผนังกระเพาะได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยายังทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง ทำให้ไตทำงานหนักจนอาจถึงขั้นไตวายเฉียบพลันได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอันตรายจากการใช้ยา
การไปพบแพทย์หลายที่ในเวลาใกล้เคียงกัน: ทำให้ได้รับยาจากหลายแหล่งโดยไม่ได้แจ้งแพทย์ท่านที่สองว่าทานยาอะไรอยู่
การซื้อยาทานเองตามคำบอกเล่า: โดยเฉพาะยาชุด หรือยาที่ไม่มีฉลากระบุชื่อชัดเจน
อายุที่มากขึ้น: ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) มีสภาพร่างกายที่ไวต่อผลข้างเคียงของยามากกว่าคนหนุ่มสาว
มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว: เช่น โรคไต โรคหัวใจ หรือโรคกระเพาะอาหาร
การทานยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน: โดยไม่ได้รับการติดตามจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
การตรวจวินิจฉัยเมื่อเกิดปัญหาจากยา
หากหมอสงสัยว่าคนไข้ได้รับผลข้างเคียงจากยา หรือมีการใช้ยาซ้ำซ้อน หมอจะดำเนินการดังนี้ครับ:
การซักประวัติอย่างละเอียด: หมอจะขอดูยาทุกเม็ดที่คนไข้ทานอยู่ (สำคัญมากนะครับ เวลามาหาหมอควรนำยาที่ทานอยู่ทั้งหมดมาด้วย)
การตรวจร่างกาย: ดูร่องรอยการบวมของขา กดเจ็บที่หน้าท้อง หรือดูสีของเยื่อบุตาว่าซีดจากการเสียเลือดในทางเดินอาหารหรือไม่
การตรวจเลือด: เพื่อดูค่าการทำงานของไต (Creatinine) และดูระดับความเข้มข้นของเลือด
การส่องกล้องทางเดินอาหาร: ในกรณีที่มีอาการปวดท้องรุนแรงหรือถ่ายดำ เพื่อดูตำแหน่งของแผล
การตรวจปัสสาวะ: เพื่อดูความผิดปกติที่อาจเกิดจากไตอักเสบจากยา
แนวทางการรักษา: เริ่มต้นที่ "หยุด" และ "ปรับ"
เมื่อพบว่ามีการใช้ยาซ้ำซ้อนหรือมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น การรักษาจะเน้นไปที่ความปลอดภัยเป็นหลักครับ
ปรับพฤติกรรมและการกำจัดความเสี่ยง: สิ่งแรกคือต้องหยุดยาทุกชนิดที่เป็นปัญหาทันที และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ไตขับยาออก (ในกรณีที่ไตยังทำงานได้ปกติ)
การใช้ยาอย่างปลอดภัย: หมอจะปรับเปลี่ยนยาไปใช้กลุ่มที่ไม่ใช่ NSAIDs เช่น พาราเซตามอล หรือยากลุ่มฝิ่นชนิดอ่อน (Tramadol) ในกรณีที่ยังปวดมาก โดยต้องอยู่ในความดูแลของหมอเท่านั้น
ยาป้องกันผลข้างเคียง: การให้ยาเคลือบกระเพาะหรือยาลดการหลั่งกรด เพื่อรักษาแผลที่เกิดขึ้นจากยาเดิม
กายภาพบำบัด: นี่คือหัวใจสำคัญครับ หมอจะเน้นให้คนไข้ทำกายภาพเพื่อลดการอักเสบโดยไม่ใช้ยา เช่น การใช้ความร้อน-ความเย็น การยืดกล้ามเนื้อ หรือการใช้คลื่นเหนือเสียง (Ultrasound) เพื่อลดปวด
การฉีดยาเฉพาะจุด: ในรายที่มีการอักเสบรุนแรง หมออาจใช้การฉีดยาลดอักเสบเข้าเฉพาะจุด โดยใช้ เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection) ช่วยระบุตำแหน่ง เพื่อความแม่นยำและเลี่ยงการกินยาจำนวนมาก
การผ่าตัด: จะพิจารณาเฉพาะกรณีที่โครงสร้างกระดูกหรือข้อเสียหายรุนแรงจนการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลแล้วเท่านั้นครับ
พยากรณ์โรค: จะหายเป็นปกติไหม?
คำถามที่ทุกคนกังวลคือ "ไตจะพังไหม? จะหายไหม?" ข่าวดีคือ หากเราหยุดยาได้ทันและร่างกายยังไม่มีความเสียหายถาวร ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะค่อยๆ หายไปครับ ค่าไตมักจะกลับมาสู่ระดับปกติได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ แผลในกระเพาะอาหารอาจใช้เวลา 4-8 สัปดาห์ในการสมานตัว ส่วนอาการปวดกระดูกและข้อนั้น หากรักษาด้วยวิธีอื่นควบคู่ไปด้วย ก็จะดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งยาอันตรายครับ แต่ถ้ายังฝืนใช้ยาต่อ อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกไตไปตลอดชีวิตได้
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
เลือดออกในทางเดินอาหาร: สังเกตจากอุจจาระสีดำสนิท หรืออาเจียนเป็นเลือด
ไตวายฉับพลัน: ปัสสาวะออกน้อยลง ขาบวม อ่อนเพลียมาก
โรคหัวใจและหลอดเลือด: การใช้ยา NSAIDs บางชนิดซ้ำซ้อนกัน เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองตีบได้
ความดันโลหะสูงที่คุมไม่ได้: ยาจะไปลดประสิทธิภาพของยาลดความดันที่คนไข้ทานอยู่
วิธีป้องกัน: "รู้ชื่อยา ช่วยรักษาชีวิต"
จดชื่อยาหรือถ่ายรูปยาที่ทานประจำไว้ในมือถือ: เพื่อให้แพทย์ท่านอื่นดูได้ทันที
แจ้งแพทย์ทุกครั้งว่ามีประวัติแพ้ยาหรือเคยเป็นโรคกระเพาะ/โรคไต:
ไม่ซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดทานเองต่อเนื่องเกิน 3-5 วัน: โดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
สังเกตชื่อสามัญทางยาบนซอง: (ตัวหนังสือเล็กๆ ใต้ชื่อการค้า) ถ้าเห็นชื่อซ้ำกัน หรือคำลงท้ายคล้ายกัน ให้เอะใจไว้ก่อนครับ
เน้นการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ: เช่น การออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อ เพื่อลดภาระของข้อต่อ จะได้ไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด
Q&A: คำถามที่พบบ่อยเรื่องยาแก้ปวด
Q: ทาน Diclofenac คู่กับ Celecoxib ได้ไหม ถ้าปวดมากจริงๆ? หมอเก่ง: ไม่ได้ครับ! แม้เม็ดยาจะหน้าตาไม่เหมือนกัน แต่เป็นยาแม่แรงกลุ่มเดียวกัน การทานคู่กันไม่ได้ช่วยให้หายปวดมากขึ้น แต่จะทำให้กระเพาะทะลุและไตพังเร็วขึ้นเป็นเท่าตัวครับ
Q: ถ้าทานยาแก้ปวดแล้วเริ่มแสบท้อง ต้องทำอย่างไร? หมอเก่ง: ให้หยุดยาทันทีและทานน้ำเปล่าตามมากๆ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีถ่ายดำ ให้รีบไปพบแพทย์ครับ ห้ามซื้อยามาทานทับเพื่อดับอาการแสบท้องเอง
Q: ปวดข้อเรื้อรัง ถ้าไม่กินยาจะหายไหม? หมอเก่ง: มีหลายวิธีครับที่ช่วยได้ ทั้งการทำกายภาพ การฝังเข็ม หรือการฉีดตัวยาบำรุงข้อ ซึ่งความเสี่ยงต่อร่างกายน้อยกว่าการทานยาต่อเนื่องนานๆ มากครับ
สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Diclofenac, Ibuprofen, Celecoxib) ห้ามทานซ้ำซ้อนกันเด็ดขาด
การทานยาซ้ำซ้อนไม่ได้ช่วยให้หายปวดเร็วขึ้น แต่เป็นการเพิ่มพิษให้กระเพาะอาหารและไต
ผู้สูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัว คือกลุ่มที่เสี่ยงที่สุดต่อผลข้างเคียงจากยา
การแจ้งชื่อยาที่ทานอยู่ให้หมอทราบทุกครั้ง คือวิธีป้องกันที่ได้ผลดีที่สุด
การรักษาโรคกระดูกไม่ได้มีแค่การกินยา กายภาพบำบัดและการปรับพฤติกรรมคือทางออกที่ยั่งยืน
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดข้อ #ยาแก้ปวด #อันตรายจากยา #โรคกระเพาะ #ไตวาย #ปวดเข่า #กระดูกและข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #NSAIDs #ชามือ #ปวดหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #สุขภาพผู้สูงอายุ #ความรู้เรื่องยา #HealthTips #Orthopedics #PainManagement #DrugSafety #NSAIDsSafety #MedicalAwareness
References
Lanza FL, Chan FKL, Quigley EMM; Practice Parameters Committee of the American College of Gastroenterology. Guidelines for prevention of NSAID-related ulcer complications. Am J Gastroenterol. 2009 Mar;104(3):728-38. doi: 10.1038/ajg.2009.115. PMID: 19240698.
แนวทางนี้สรุปวิธีป้องกันแผลและเลือดออกในกระเพาะ–ลำไส้จากการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น การใช้ PPI และการประเมินปัจจัยเสี่ยงในผู้ป่วยBhala N, Emberson J, Merhi A, Abramson S, Arber N, Baron JA, et al. Vascular and upper gastrointestinal effects of non-steroidal anti-inflammatory drugs: meta-analyses of individual participant data from randomised trials. Lancet. 2013 Aug 31;382(9894):769-79. doi: 10.1016/S0140-6736(13)60900-9. PMID: 23726390.
งานนี้รวมข้อมูลจากการทดลองจำนวนมาก แสดงว่า NSAIDs เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและเลือดออกในกระเพาะ โดยแต่ละตัวมีระดับความเสี่ยงต่างกันScarpignato C, Lanas A, Blandizzi C, Lems WF, Hermann M, Hunt RH; International NSAID Consensus Group. Safe prescribing of non-steroidal anti-inflammatory drugs in patients with osteoarthritis: an expert consensus addressing benefits as well as gastrointestinal and cardiovascular risks. BMC Med. 2015 Mar 19;13:55. doi: 10.1186/s12916-015-0285-8. PMID: 25857826.
บทความฉันทามตินี้ให้คำแนะนำเลือกใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยข้อเสื่อม โดยชั่งน้ำหนักทั้งประโยชน์ด้านลดปวดและความเสี่ยงต่อกระเพาะและหลอดเลือดหัวใจBally M, Dendukuri N, Rich B, Nadeau L, Helin-Salmivaara A, Garbe E, Brophy JM. Risk of acute myocardial infarction with NSAIDs in real world use: bayesian meta-analysis of individual patient data. BMJ. 2017 May 9;357:j1909. doi: 10.1136/bmj.j1909. PMID: 28487435.
การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยรายบุคคลนี้พบว่า การใช้ NSAIDs แม้ช่วงสั้น ๆ และขนาดสูง สามารถเพิ่มความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้Ong CK, Lirk P, Tan CH, Seymour RA. An evidence-based update on nonsteroidal anti-inflammatory drugs. Clin Med Res. 2007 Mar;5(1):19-34. doi: 10.3121/cmr.2007.698. PMID: 17456832.
บททบทวนนี้อธิบายกลไกการออกฤทธิ์ ประสิทธิผล และผลข้างเคียงของยา NSAIDs อย่างเป็นระบบ ช่วยให้เข้าใจการเลือกใช้ยาและการป้องกันอันตรายจากยาได้ง่ายขึ้น
Comments
Post a Comment