คุณแม่ตั้งครรภ์กับอาการ "ปวดคอ บ่า ไหล่ จากกระดูกคอเคลื่อน": ปวดจนลามไปถึงข้างหู ทานยาอะไรได้บ้าง?

 



คุณแม่ตั้งครรภ์กับอาการ "ปวดคอ บ่า ไหล่ จากกระดูกคอเคลื่อน": ปวดจนลามไปถึงข้างหู ทานยาอะไรได้บ้าง?

"หมอคะ ตอนนี้กำลังท้องอยู่ แต่ทรมานมากกับอาการปวดคอ บ่า ไหล่ จากกระดูกคอเคลื่อนที่เคยเป็นอยู่เดิม แถมตอนนี้ปวดร้าวขึ้นไปตามเส้นข้างหูจนนอนไม่ได้เลย กลัวมากว่าทานยาแล้วจะกระทบลูกในท้อง แต่ถ้าไม่ทานก็ทนไม่ไหว คุณแม่ควรทำอย่างไรดีคะ?"

ก่อนอื่นหมอขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่นะครับ การอุ้มท้องก็เหนื่อยอยู่แล้ว พอมีอาการปวดทางกระดูกและระบบประสาทซ้ำเติม ยิ่งทำให้การใช้ชีวิตลำบากขึ้น อาการปวดร้าวขึ้นไปข้างหูที่คุณแม่เป็น มักเกิดจากเส้นประสาทส่วนคอถูกเบียดหรือกล้ามเนื้อคอชั้นลึกตึงตัวอย่างรุนแรง วันนี้หมอจะมาแนะนำแนวทางการใช้ยาและการดูแลตัวเองที่ปลอดภัยสำหรับทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อยครับ


ทำไมคนท้องถึงปวดคอมากขึ้น? 

คุณแม่อาจจะสงสัยว่า "ท้องที่พุง แต่ทำไมมาปวดที่คอ?"

  1. ฮอร์โมนเปลี่ยน: ช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนชื่อว่า Relaxin เพื่อทำให้เอ็นต่าง ๆ คลายตัวเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด แต่มันดันไปทำให้เอ็นที่ช่วยยึดกระดูกคอหลวมไปด้วย กระดูกคอที่เคลื่อนอยู่เดิมจึงขยับได้ง่ายขึ้นและไปกดทับเส้นประสาทได้มากกว่าปกติ

  2. สรีระเปลี่ยน: เมื่อท้องขยายใหญ่ขึ้น ศูนย์ถ่วงของร่างกายจะเปลี่ยนไป คุณแม่มักจะเผลอแอ่นหลังและยื่นคอไปข้างหน้า (Forward Head Posture) เพื่อทรงตัว ทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่าตัวจนเกิดอาการปวดร้าวขึ้นหูนั่นเองครับ


ความรู้พื้นฐาน: ยาแก้ปวดกับคุณแม่ตั้งครรภ์

  • ภาวะที่เป็น: กระดูกคอเคลื่อน (Cervical Spondylolisthesis/Herniation) ร่วมกับอาการปวดร้าวตามเส้นประสาท (Radiculopathy)

  • ความกังวลหลัก: ความปลอดภัยของทารกในครรภ์ (Teratogenic effect) และผลต่อระบบไหลเวียนเลือดของรก

  • หลักการใช้ยา: "ใช้ยาให้น้อยที่สุด ในขนาดยาที่ต่ำที่สุด และใช้ในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด" โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น


ยาตัวไหน "ทานได้" และ "ควรเลี่ยง"? (สำคัญมาก!)

1. ยาที่ทานได้ (ค่อนข้างปลอดภัย):

  • พาราเซตามอล (Paracetamol): เป็นตัวเลือกแรกครับ ทานได้เพื่อลดอาการปวดเบื้องต้น แต่สำหรับกระดูกคอเคลื่อน ยาพาราอย่างเดียวอาจจะ "เอาไม่อยู่"

  • ยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด: เช่น Eperisone แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ได้ในบางกรณีหากปวดตึงมาก แต่ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งเท่านั้น

2. ยาที่ต้อง "ระวังเป็นพิเศษ" หรือ "ห้ามใช้":

  • กลุ่มยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs): เช่น Ibuprofen, Naproxen, Arcoxia ห้ามใช้โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 (7-9 เดือน) เพราะอาจทำให้เส้นเลือดหัวใจของทารกปิดก่อนกำหนดและส่งผลต่อปริมาณน้ำคร่ำ

  • ยาแก้ปวดเส้นประสาท (Gabapentin/Pregabalin): แม้จะแก้ปวดเส้นประสาทได้ดี แต่ข้อมูลความปลอดภัยในคนท้องยังไม่เพียงพอ มักเลี่ยงไปใช้วิธีอื่นแทน


5 วิธีแก้ปวด "แบบไม่ใช้ยา" สำหรับคุณแม่

เนื่องจากยาใช้ได้จำกัด หมอแนะนำให้คุณแม่เน้นวิธีเหล่านี้ครับ:

  1. ประคบอุ่น (Warm Compress): ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณบ่าและต้นคอ 15-20 นาที ความร้อนจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นและคลายกล้ามเนื้อที่ตึงจนปวดร้าวขึ้นหูได้ดีมาก

  2. ปรับท่านอน: ใช้หมอนสำหรับคนท้อง หรือใช้หมอนใบเล็กหนุนใต้คอเพื่อรักษาความโค้งของกระดูกคอให้เป็นธรรมชาติ ไม่ให้นอนแล้วคอพับหรือเงยเกินไป

  3. กายภาพบำบัดเบา ๆ: การทำ Ultrasound หรือการกระตุ้นไฟฟ้าบางชนิดทำได้ในคนท้อง (โดยต้องเลี่ยงบริเวณหน้าท้อง) และการนวดเบา ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านคุณแม่ตั้งครรภ์

  4. ฝังเข็ม (Acupuncture): เป็นทางเลือกที่น่าสนใจและมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยลดอาการปวดในคนท้องได้ค่อนข้างปลอดภัย (ต้องทำโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญ)

  5. ใส่อุปกรณ์พยุงคอ (Soft Collar): ในช่วงที่ปวดมาก ๆ การใส่ปลอกคออ่อนจะช่วยลดภาระของกระดูกคอและจำกัดการขยับที่ไปกระตุ้นเส้นประสาทได้ครับ


การตรวจวินิจฉัย (คนท้องทำอะไรได้บ้าง?)

  • X-ray/CT Scan: เลี่ยงได้ควรเลี่ยง เนื่องจากมีรังสี แม้จะบังหน้าท้องไว้แต่ก็มีความเสี่ยงชั่วคราว

  • MRI: ทำได้ครับ เพราะไม่มีรังสี แต่คุณหมอมักจะแนะนำให้ทำหลังจากผ่านไตรมาสแรกไปแล้ว (12 สัปดาห์ขึ้นไป) เพื่อความสบายใจที่สุด


เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปหาหมอทันที?

หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ อย่ารอช้าครับ:

  • แขนอ่อนแรง หยิบจับของแล้วหลุดมือ

  • มีอาการชาหนา ๆ ที่แขนหรือมือจนทำงานไม่ได้

  • ปวดจนอาเจียนหรือนอนไม่ได้ติดต่อกันหลายวัน

  • มีอาการเดินเซ หรือการควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ


5 วิธีป้องกันอาการปวดลุกลาม

  1. ไม่ก้มเล่นมือถือนาน ๆ: ท่าก้มจะเพิ่มแรงกดที่กระดูกคอถึง 27 กิโลกรัม!

  2. ยืดเหยียดเบา ๆ: ฝึกเก็บคอ (Chin Tuck) เพื่อสร้างความมั่นคงให้กระดูกคอ

  3. ดื่มน้ำให้พอ: เพื่อให้หมอนรองกระดูกมีความชุ่มชื้น

  4. จัดโต๊ะทำงาน: หากคุณแม่ยังทำงานอยู่ ให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาพอดี

  5. ปรึกษาคุณหมอฝากครรภ์: ทุกครั้งที่ได้รับยาจากหมอกระดูก ต้องแจ้งคุณหมอสูติฯ ด้วยเสมอ


Q&A Section

Q: ปวดร้าวขึ้นไปข้างหู เกิดจากอะไรได้บ้าง? A: เกิดจากกล้ามเนื้อคอที่ยึดกับฐานกะโหลกศีรษะ (Suboccipital muscles) ตึงมากจนไปกดเบียดเส้นประสาทรับความรู้สึกบริเวณรอบหูครับ

Q: ทานยาคลายกล้ามเนื้อแล้วลูกจะซึมไหม? A: หากใช้ตามขนาดที่หมอสั่งภายใต้ข้อบ่งชี้ที่จำเป็น มักไม่มีผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกครับ

Q: หลังคลอดแล้วอาการจะหายไหม? A: ส่วนใหญ่จะดีขึ้นมากครับ เพราะระดับฮอร์โมนกลับสู่ปกติและน้ำหนักตัวลดลง แต่ต้องระวังท่าทางการอุ้มให้นมบุตรที่อาจทำให้อาการกลับมาได้


สรุป

  1. คุณแม่ตั้งครรภ์ทาน พาราเซตามอล ได้เบื้องต้น แต่ควรเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs

  2. อาการปวดร้าวขึ้นหูมักเกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัวและแรงกดทับของกระดูกคอที่เคลื่อน

  3. การประคบอุ่นและการปรับท่าทาง เป็นวิธีรักษาหลักที่ปลอดภัยที่สุด

  4. ทุกการใช้ยาต้องผ่านการเห็นชอบจากทั้ง หมอกระดูกและหมอสูติฯ

  5. อย่าทนปวดจนเครียด เพราะความเครียดส่งผลเสียต่อลูกมากกว่าการใช้ยาบางชนิดอย่างเหมาะสมครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#คนท้องปวดคอ #กระดูกคอเคลื่อน #ตั้งครรภ์ใช้ยาอะไรได้บ้าง #ปวดบ่าไหล่ #ท้องแล้วปวดหัว #คุณแม่มือใหม่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ชามือ #ปวดหลัง #PregnancyPain #CervicalSpondylosis #SafeMedication #PrenatalCare #NeckPainInPregnancy


References

  1. Babb M, et al. Treating pain during pregnancy. Can Fam Physician. 2010;56(1):25-27. (แนวทางการจัดการความปวดในสตรีตั้งครรภ์และความปลอดภัยของยา)

  2. Sabino J, Grauer JN. Pregnancy and low back pain. Curr Rev Musculoskelet Med. 2008;1(2):137-141. (อธิบายการเปลี่ยนแปลงของสรีระและฮอร์โมนที่ส่งผลต่อกระดูกสันหลัง)

  3. American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG). Guidelines for diagnostic imaging during pregnancy and lactation. 2017. (คำแนะนำเรื่องการทำ MRI และการตรวจทางรังสีในคนท้อง)

  4. Borg-Stein J, et al. Musculoskeletal aspects of pregnancy. Am J Phys Med Rehabil. 2005;84(3):180-192. (รวบรวมอาการทางกระดูกและกล้ามเนื้อที่พบบ่อยในคนท้องและการรักษาแบบไม่ใช้ยา)

  5. Kallen B. Use of nonsteroidal anti-inflammatory drugs during pregnancy. Reprod Toxicol. 2007. (ข้อมูลความเสี่ยงของการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ในแต่ละไตรมาสของการตั้งครรภ์)

Comments

Popular posts from this blog

ก่อนจะควักเงินพันซื้อ "คอลลาเจนบำรุงข้อ" อ่านโพสต์นี้ก่อน! มันดีจริงไหม? หรือแค่โฆษณาชวนเชื่อ? เทียบกันหมัดต่อหมัดระหว่าง "รุ่นเก๋า" (กลูโคซามีน) vs "รุ่นใหม่" (คอลลาเจน)

กินยาแก้ปวดเส้นประสาทนานๆ เสี่ยงอัลไซเมอร์จริงไหม? คลายข้อสงสัยเรื่อง Gabapentin

ฉีดสเตียรอยด์แล้วสะอึกไม่หยุด" เรื่องแปลกที่เจอจริง แต่หลายคนไม่กล้าบอกหมอ!